เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า จี้ทุกพรรคการเมือง “คุมบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย ไม่เปิดเสรี” ปิดช่องทุนเทา–ตลาดใต้ดิน ปกป้องเยาวชน
เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า เดินหน้าเสนอแนวทางเชิงนโยบายต่อทุกพรรคการเมือง เรียกร้องให้ประเทศไทยแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเป็นระบบ ด้วยการ “ควบคุมภายใต้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยไม่เปิดเสรี” เพื่อยกระดับการคุ้มครองเด็กและเยาวชน เพิ่มความปลอดภัยของผู้บริโภค สกัดทุนเทา และลดการเติบโตของตลาดใต้ดินที่อยู่นอกการกำกับของรัฐ
นายอาสา ศาลิคุปต ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า เปิดเผยว่า ตลอดเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมา มาตรการ “ห้ามนำเข้า–ห้ามจำหน่ายโดยเด็ดขาด” ไม่สามารถหยุดยั้งการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าได้จริง กลับส่งผลให้ผู้บริโภคและการค้าถูกผลักเข้าสู่ตลาดมืด ทำให้รัฐไม่สามารถกำกับคุณภาพสินค้า ป้องกันเยาวชน หรือแก้ปัญหาการลักลอบนำเข้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“เราจึงเสนอทางออกที่สมดุล คือการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มงวดภายใต้กฎหมาย ไม่ใช่การเปิดเสรี แต่เป็นการปิดช่องว่างที่เอื้อต่อทุนเทาและคอร์รัปชัน พร้อมเปลี่ยนรายได้จากเศรษฐกิจใต้ดินให้กลับมาเป็นรายได้รัฐ โดยยึดแนวทางตามรายงานคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎรเป็นหลัก” นายอาสากล่าว
เครือข่ายฯ ระบุว่า ข้อเสนอสำคัญคือการกำหนดระบบควบคุมที่รัดกุม ตั้งแต่การออกใบอนุญาต การกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ความปลอดภัย การตรวจสอบย้อนกลับสินค้า การจำกัดช่องทางจำหน่าย และการห้ามโฆษณาหรือทำการตลาดที่มุ่งเป้าไปยังเด็กและเยาวชนโดยเด็ดขาด
ทั้งนี้ การคุ้มครองเด็กและเยาวชนถือเป็นวาระเร่งด่วนสูงสุด โดยเสนอให้มีการ ตรวจสอบอายุผู้ซื้ออย่างเข้มงวดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ จำกัดรสชาติและระดับความเข้มข้นของนิโคติน เพิ่มบทลงโทษต่อผู้ค้าผิดกฎหมาย และดำเนินการเชิงรุกกับแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย
ขณะเดียวกัน เครือข่ายยังเน้นการ ตัดวงจรทุนเทาและตลาดใต้ดิน ผ่านระบบติดตามตรวจสอบสินค้า การบังคับใช้กฎหมายแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ศุลกากร สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อปิดช่องทางการลักลอบทั้งทางบก ออนไลน์ และข้ามพรมแดน
รายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้เสนอ 3 ทางเลือกเชิงนโยบาย ในการกำกับดูแลบุหรี่ไฟฟ้า โดยเสียงส่วนใหญ่เห็นพ้องว่า การควบคุมให้ถูกต้องตามกฎหมายจะมีประสิทธิภาพมากกว่าการปล่อยให้เป็นสินค้าผิดกฎหมายที่รัฐไม่สามารถควบคุมได้ดังเช่นปัจจุบัน
เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า ยังเสนอ ข้อเรียกร้องเชิงนโยบาย 5 ประการ ได้แก่
ตรากฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าแบบ “กฎเหล็ก” ไม่เปิดเสรี กำหนดระบบใบอนุญาต มาตรฐานความปลอดภัย และบทลงโทษรุนแรงต่อผู้ขายให้ผู้ต่ำกว่า 20 ปี
คุ้มครองเยาวชนเชิงรุก ตรวจสอบอายุทุกการซื้อ จำกัดจุดจำหน่าย และกำหนดคำเตือนชัดเจน
ยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย ปราบปรามการลักลอบและตลาดออนไลน์ผิดกฎหมาย
ปรับโครงสร้างภาษีให้เหมาะสม เพื่อลดแรงจูงใจเข้าสู่ตลาดเถื่อน และนำรายได้ไปใช้คุ้มครองเยาวชน
กำหนดแผนเปลี่ยนผ่านอย่างรับผิดชอบ จากระบบห้ามเด็ดขาด สู่การควบคุมอย่างเข้มงวด พร้อมตัวชี้วัดลดการเข้าถึงของเยาวชนและตลาดใต้ดิน
นายอาสา ย้ำว่า การแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าจำเป็นต้องหาจุดสมดุลระหว่างการคุ้มครองเยาวชนกับการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ พร้อมเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองยกระดับประเด็นนี้เป็นนโยบายสำคัญในการหาเสียงเลือกตั้ง เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนในระยะยาว



0 Comments