Header Ads Widget

Header ADS

“เสียวหมี่”ครองอันดับ3โลก

 พิสูจน์“เสียวหมี่”ครองอันดับ3โลกโรงงานอัจฉริยะผลิตสมาร์ทโฟน

             จากข้อมูลของ Canalys บริษัทวิจัยตลาดเทคโนโลยีระดับโลก ระบุว่าในสิ้นปี 2025 ตลาดสมาร์ทโฟนโลกมีผู้นำหลัก 5 แบรนด์ โดย Samsung ครองอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งราว 19-20% ตามด้วย Apple ที่ 17-18% และที่น่าสนใจคือ Xiaomi (เสียวหมี่) ซึ่งเพิ่งก่อตั้งในปี 2010 สามารถก้าวขึ้นสู่อันดับ 3 ของโลกด้วยส่วนแบ่ง 14% ภายในเวลาเพียง 15 ปี แซงหน้าแบรนด์เก่าแก่อย่าง VIVO และ OPPO ที่ตามมาในอันดับ 4 และ 5 ได้อย่างน่าทึ่ง      

              ความสำเร็จของเสียวหมี่ยิ่งโดดเด่นเมื่อเทียบกับคู่แข่งขันที่มีประวัติยาวนานกว่าไม่ว่าจะเป็น Samsung ที่ก่อตั้งในปี 1938 หรือ Apple ที่ถือกำเนิดในปี 1976 และเป็นผู้ปฏิวัติวงการสมาร์ทโฟนด้วย iPhone ในปี 2007  ขณะที่ OPPO และ VIVO ซึ่งเข้าสู่ตลาดสมาร์ทโฟนก่อนเสี่ยวหมี่ก็ยังไม่อาจขยับขึ้นมาในระดับเดียวกันได้ 

              คำถามสำคัญคือ อะไรคือปัจจัยที่ทำให้เสียวหมี่เติบโตได้รวดเร็วและแข็งแกร่งเช่นนี้  คำตอบส่วนหนึ่งอยู่เบื้องหลัง “โรงงานผลิตสมาร์ทโฟน”ของเสียวหมี่ที่ผสานเทคโนโลยีการผลิตอัจฉริยะ การวิจัยพัฒนาและระบบอัตโนมัติขั้นสูง  จนกลายเป็นรากฐานสำคัญของความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก   

              มาถึงวันนี้เสียวหมี่ขึ้นแท่นสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ที่มาแรงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  พร้อมๆกับการขยายไลน์สินค้าที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของผู้บริโภค อาทิ สมาร์ททีวี กล้องวงจรปิด เครื่องดูดฝุ่น ตู้เย็น นาฬิกาข้อมือ ฯลฯ ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า(EV)  รวมผลิตภัณฑ์มากกว่า 200 ชนิด มีผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนเสียวหมี่ทั่วโลกมากกว่า 600 ล้านเครื่อง มีการประเมินมูลค่าบริษัทว่าสูงมากกว่า 6 ล้านล้านบาท         

              เพื่อเปิดเผยให้เห็นถึงความสำเร็จขององค์กร  ในช่วงเดือนธันวาคม 2025 ที่ผ่านมาเสียวหมี่ได้เปิดบ้านให้สื่อมวลชนต่างประเทศเข้าชมโรงงานสมาร์ทโฟนที่เมืองวิทยาศาสตร์อนาคตชางผิง กรุงปักกิ่ง  เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำของสินค้าที่มีมาตรฐานสูงระดับโลกในการผลิตด้วยระบบอัจฉริยะอัตโนมัติ  

              โรงงานแห่งนี้มีพื้นที่โครงการ 81,000 ตารางเมตร เริ่มสายการผลิตเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2024  โดยเน้นสมาร์ทโฟนระดับเรือธง มีความโดดเด่นที่เป็นโรงงานอัจฉริยะ มีสายการประกอบอัตโนมัติ 100% จึงมีความแม่นยำสูง  สามารถผลิตสมาร์ทโฟนได้มากกว่า 10 ล้านเครื่องต่อปี  โดยใช้เวลาในการผลิตเฉลี่ยประมาณ 6 วินาทีต่อสมาร์ทโฟน 1 เครื่อง

              นอกจากระบบการผลิตที่แม่นยำและรวดเร็วอย่างน่าอัศจรรย์แล้ว โรงงานอัจฉริยะของเสียวหมี่ยังมีระบบการทดสอบขั้นสุดท้ายหลังการประกอบ  มีการทดสอบประสิทธิภาพและการทำงานขั้นสุดท้าย เช่น การใช้พลังงาน ประสิทธิภาพเสาอากาศ ระบบเสียง  กล้อง  หน้าจอ เซนเซอร์ และส่วนประกอบอื่นๆเพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ทุกเครื่องผ่านมาตรฐานทางเทคนิคที่กำหนด  รวมไปถึงการจำลองการใช้งานสมาร์ทโฟนในระยะยาวเพื่อตรวจสอบเสถียรภาพของประสิทธิภาพ  อายุการใช้งานแบตเตอรี่ ฯลฯ

              ทางโรงงานสมาร์ทโฟนบอกว่าโรงงานแห่งนี้สามารถพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วยตนเอง 100% หัวใจหลักคือแพลตฟอร์ม Xiaomi Hyper Intelligent Manufacturing Platform (IMP)  ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมทุกขั้นตอนของการดำเนินงานภายในโรงงานโดยอัตโนมัติ  ส่วนในด้านฮาร์ดแวร์ โรงงานมีอัตราการพัฒนาอุปกรณ์ด้วยตนเองสูงถึง 96.8%

              สิ่งที่สะท้อนความสำเร็จของเสียวหมี่คือการทุ่มทุนและทุ่มเทด้านงานวิจัยและพัฒนา(R&D) ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 เสียวหมี่ ลงทุนด้าน R&D เป็นมูลค่า 23,500ล้านหยวน (ประมาณ 103,870ล้านบาท) โดยเฉพาะในไตรมาส 3 บริษัทใช้งบ R&D ถึง 9,100ล้านหยวน(ประมาณ 40,222 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นถึง 52.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

              ผลตอบแทนที่กลับมาคือผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2025 เสียวหมี่มีรายได้สูงถึง 113,100 ล้านหยวน (ประมาณ 5 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 22.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นับเป็นไตรมาสที่สี่ติดต่อกันที่รายได้ทะลุ 100,000 ล้านหยวน(ประมาณ 442,000 ล้านบาท) ขณะที่กำไรสุทธิหลังปรับปรุงเพิ่มขึ้น 80.9% .เป็น 11,300 ล้านหยวน(ประมาณ 49,946 ล้านบาท) สูงสุดเท่าที่เสียวหมี่เปิดดำเนินการมา

              นอกจากโรงงานสมาร์ทโฟนอัจฉริยะ เสียวหมี่ยังเปิดให้สื่อมวลชนต่างประเทศเข้าเยี่ยมชมโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีปักกิ่ง (Beijing E-Town) บนพื้นที่กว่า 718,000 ตารางเมตร ซึ่งรวมทุกฟังก์ชั่นสำคัญไว้ในที่เดียว  โรงงานแห่งนี้สามารถผลิตรถยนต์ได้ 1 คัน ทุก 76 วินาที ด้วยเทคโนโลยี Hyper Die-Casting การผลิตที่ทันสมัยและระบบการตรวจสอบคุณภาพที่เหนือมาตรฐาน โดยมีหุ่นยนต์มากกว่า 700 ตัวทำงานร่วมกันอย่างประสานสอดคล้องและมีความแม่นยำสูง

              เสียวหมี่ให้ข้อมูลว่าในไตรมาส 3 ปี 2025 ได้ส่งมอบEVไปแล้วกว่า 1 แสนคัน และมั่นใจว่ารถEV เสียวหมี่ จะเป็นEVจีนที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดรถยนต์ระดับคุณภาพทั่วโลก  โดยเสี่ยวหมี่ตั้งเป้าจะส่งรถEVรุกตลาดยุโรปในปี 2027 

              จากแบรนด์ที่เคยถูกปรามาสว่าไปก็อปปี้คนอื่นและใช้ไม่ทน  วันนี้การเติบโตที่พิสูจน์ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาด ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ  การพัฒนาด้านเทคโนโลยี และผลประกอบการ  ได้เปลี่ยนเสียงวิจารณ์เป็นเสียงชื่นชมว่า“เสียวหมี่”มิใช่เพียงน้องใหม่ที่มาแรง  แต่กำลังจะเป็นผู้ช่วงชิงตำแหน่งผู้นำบนยอดบัลลังก์ที่คู่แข่งขันไม่อาจมองข้าม


Post a Comment

0 Comments

News Update !!!

“เสียวหมี่”ครองอันดับ3โลก